♥(c/-}{-"\,)......'s profile♪╰☆╮•~♀~ll•..dAngeR tO d...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    เค๊กเวลา !!



     
     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     


    หากรักแท้ มีได้แค่เพียงครั้งเดียว?


     



    ในความเป็นเพื่อน . . . ไม่ต้องการความใส่ใจมากนัก
    แต่ในการเป็นคนรัก . . . ความใส่ใจ ดูแลกัน คือสิ่งสำคัญ
    หากละเลยไปบ้าง . . .  ก็ไม่เป็นไร
    ตราบใดที่ไม่ได้ละเลย . . . เพราะมี "สิ่งอื่น" ที่น่าสนใจกว่า


    ค่าของความรู้สึกอาจวัดไม่ได้
    แต่ค่าของหัวใจ . . .  วัดได้จากความรักที่มีให้กัน

    ความรักแยกส่วนผสมไม่ได้ . . .
    เพราะถ้าแยกออกแล้ว . . . มันจะไม่ใช่รักที่สมบูรณ์


    หากรักแท้ มีได้แค่เพียงครั้งเดียว
    งั้นฉันก็คง. . . ไม่มีรักแท้แน่ๆ
    เพราะสำหรับฉัน รักแท้มีได้หลายครั้ง
    แต่... ในแต่ละครั้งมันจะเกิดขึ้นกับคนๆ เดียว ไม่ใช่กับทุกคน  

     

    วิธีแก้เซ็งสำหรับคนที่นั่งรถเมล์นานๆ...ขำขำนะ !!

    TV Direct ขอเสนอ

    ร ถ เ ม ล์ เมืองไทย - - - สะท้านนรก...


    คุณเคยมีปัญหาแบบนี้มั้ย

    เบื่อหนายกับการนั่งรถเมล์ทุกวัน เซ็งกับการนั่งรถเมล์เป็นเวลานานๆ

    ไม่มีอะไรทำจนต้องนั่งหลับ

    วันนี้เราขอเสนอ

    "แอ๊บโดมิไนท์เซ่อ ... รถร่วมสะท้านนรก"


    รถร่วมในที่นี้ไม่ได้หมายถึงรถร่วมกตัญญู อันนั่นใช้สำหรับศพ

    แต่หมายถึงรถเมล์ร่วมบริการ (ที่ไม่ใช่ของ ขสมก อ่ะ)

    เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจะเป็นศพ

    มันจะช่วยสร้างความตื่นเต้นเร้าใจในการเดินทาง

    สร้างความเร้าใจในทุกวินาทีที่ใช้

    เริ่มตั้งแต่การจะขึ้น

    มันจะไม่จอดให้ตรงป้าย

    แต่จะจอดเลยไปหน่อยให้ท่านวิ่งตาม

    เพื่อเป็นการอบอุ่นร่างกาย

    ....... พอท่านขึ้นไปก็จะพบกับ กระเป๋ารถเมล์ในสภาพพร้อมโดนกระทืบ

    คือหน้าตากวนตีนจนเห็นแล้วอยากกระทืบ ผลิตตามหลักวิทยาศาสตร์

    ที่ว่าด้วยการสันดาบระหว่าง X หน้าตาและท่าทาง

    จะส่งผลต่อ X ของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ใกล้

    ซึ่งจะเกิดแรงดึงดูดระหว่างใบหน้ากับ X

    ทำให้เกิดปรากฏการ X ลอยไปกระทบใบหน้า

    ....ขึ้นไปท่านไม่ต้องกลุ้มใจในการเลือกที่นั่ง

    ....ท่านไม่ต้องกังวลเบาะสภาพไม่ดี

    .....หรือเบาะที่ไม่สมประกอบ ขาดรุ่งริ่ง


    เพราะทุกเบาะล้วนเป็นแบบนั้นทั้งสิ้น - -"

    ส่วนหลักการทำงานเป็นระบบอัตโนมัติ

    ท่านแค่ขึ้นไปเฉยๆ รถจะทำงานตามคำสั่งจากสมองหมาของคนขับ

    ที่อยู่ในสภาพเต็มยศ

    รองเท้าแตะอีหนีบ

    กางเกงพับขา

    เสื้อพับแขนไม่ติดกระดุม

    ผ้าขนหนูพาดคอ

    หนวดเคราไม่โกน

    ผมยุ่งเหยิง

    หน้าตาเหมือนเมายา

    ผ่านการมีคดีติดตัวมาแล้วทั้งสิ้น


    เพื่อความรวดเร็วมันจะพาท่านออกไปเลนขวาประจำ

    เรียกว่าพอออกขวาได้กอูก็จะออกเลย

    ได้ไปอยู่ขวาซักนิดก็ยังดี แล้วมันก็กลับมาอยู่ซ้ายเหมือนเดิม - -"


    ....ประสิทธิภาพของ "แอ๊บโดมิไนท์เซ่อรถร่วมสะท้านนรก"

    มันไม่ได้อยู่แค่กับท่านเท่านั้น

    แต่จะส่งผลกับคนรอบข้างด้วย ทั้งกระเป๋าและคนขับจะทำงานประสานกัน

    คือด่าพ่อด่าแม่รถข้างๆตลอดเวลา

    ขับช้ามันก็ด่า

    ขับเร็วมันก็ด่า

    ปาดหน้ามันก็ด่า

    นอนอยู่บ้านมันก็ด่า - -"


    มีมาให้ท่านฟังตลอดการเดินทาง

    ท่านสามารถเลือกได้หลายระดับ

    ตั้งแต่รถว่างเหมาะสำหรับผู้เริ่มขึ้น

    เพราะจะมีที่นั่งและที่จับได้สะดวก

    แบบยืนเหมาะสำหรับผู้ที่ใช้คล่องแล้ว

    หรือแบบรถแน่ยืนเบียดกัน

    จะช่วยเพิ่มแรงดันจากคนข้างหลังและลด...

    บริมาณอากาศหายใจ


    .......สำหรับผู้ที่ชอบความตื่นเต้น

    ขอแนะนำให้ใช้ช่วงดึก


    ช่วงที่ถนนว่างๆ

    ท่านจะได้พบกับความตื่นเต้นครั้งสุดท้ายของชีวิต - -"


    ......แต่เดี๋ยวก่อน!!!

    ความสามารถของ"แอ๊บโดมิไนท์เซ่อรถร่วมสะท้านนรก"ยังไม่หมดแค่นี้

    เมื่อท่านจะลงมันจะแถมป้ายให้ด้วย!!!

    ไม่ใช่แค่ 1 หรือ 2 แต่เป็น 3!!!!!!!!

    ขอย้ำว่า 3 ป้าย !!!!!!!!!!!

    ท่านจะได้เดินออกกำลังอีกด้วย

    เหมาะสำหรับท่านที่ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลัง

    มันจะช่วยเผาผลานแคลลอลีได้เป็นอย่างดี

    แถมยังมีแสงแดดมาช่วยสร้างมะเร็งผิวหนัง

    และควันผิดจากรถบนถนนมาทำลายระบบหายใจให้อีกด้วย

    นี่คือประสิทธิภาพเพียงบางข้อของ

    "แอ๊บโดมิไนท์เซ่อรถร่วมสะท้านนรก"

    ตอนนี้เราจะมาฟังคำบอกเล่าของผู้ที่เคยมีประสบการในการใช้มาแล้ว

    ชั้นเคยมีปัญหาเรื่องไขมันที่ต้นขา

    แต่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

    ขณะที่ชั้นกำลังจะลงรถ

    มันจอดให้ชั้นลงกลางถนน

    แล้วชั้นก็เจอรถชนเข้าอย่างจัง

    ต้องตัดขาทิ้งทั้ง2ข้าง


    ทีนี้ชั้นก็ไม่ต้องกังวลเรืองไขมันที่ขาอีกต่อไป

    แถมยังลดน้ำหนักไปได้อีกหลายกิโล


    ........หน้าม้าหมายเลข 2

    ปกติผมจะต้องขับรถส่วนตัวออกไปทำงานแต่เช้า

    ต้องทนตื่นแต่เช้าทุกวันเพราะที่ทำงานไกล

    ไปสายเจ้านายก็ด่า

    แต่เพียงผมได้พบกับมันเท่านั้น

    ขณะที่ผมกำลังขับรถออกจากซอยบ้าน

    มันก็ขับเข้ามาเสยรถผมอย่างจัง

    ตอนนี้ผมเป็นอัมพาททั้งตัว

    ผมไม่ต้องกลุ้มใจเรื่องตื่นเช้าหรือโดนเจ้านายด่าอีกแล้ว

    โอ่วว มันเปลี่ยนชีวิตผมไปจริงๆ



    ตอนนี้ท่านคงรู้ถึงประสิทธิภาพของ

    "แอ๊บโดมิไนท์เซ่อรถร่วมสะท้านนรก" กันดีแล้ว


    ......แต่เดี๋ยวก่อน!!!!!!!!!!!!!!!

    ถ้าท่านมาขึ้นภายในสิบนาที

    เราจะแถมเด็กช่างกลเต็มเบาะหลังฟรี!!!


    จะช่วยสร้างความเร้าใจ

    เหมื่อนท่านได้ไปอยู่ในหนังแอคชั่น

    แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย

    ทางเราจะแถมเข็มกับด้าย ไว้เย็บไส้ตอนโดนลูกหลงให้อีกด้วย - -"

    lOvE

     
     

     

    เธอไม่รักฉัน...มันคือเรื่องจริง




    ฉันไม่อยากเป็น... คนอ่อนแอ
    แต่ความจริงที่รับรู้ว่าเธอไม่แคร์... บอกเลยรับไม่ไหว
    ที่ทำเข้มแข็ง... ความจริงมันปวดใจ
    ที่เธอเห็นว่ายิ้มได้... รู้ไหมว่าแกล้งทำ

    ไม่อยากใช้น้ำตาต่อรอง
    ไม่อยากให้เธอมองว่าฉันแพ้... มันน่าขำ
    สะใจหรือยังกับความเจ็บปวดที่เธอทำ
    คนที่ปวดร้าวชอกช้ำ... ก็มีแค่เรา

    เข้มแข็งสักทีนะหัวใจ
    ยังรักเขาทำไม... ให้ยิ่งเหงา
    รักแท้จากคนหลอกลวง... ที่ไม่เคยรักเรา
    ยอมทนเจ็บและเศร้าและปล่อยเขา... ปล่อยไป



    วันธรรมดาวันนุงงิ สุขสันต์วันเกิด_haPPy biRthDay !!

     

     

    วันนี้วันเกิดเค้า แต่ว่ามันก็แค่วันวันนึง เหมือนเมื่อวาน ไม่ได้พิเศษอะไรมากมาย  ไม่ใช่ว่า ถึงวันเกิดเราแล้ว แกนโลกจะเอียงทำมุมกับดาวธนู  เราต่างหากที่เป็นคนกำหนด ไปสร้างกฎจดเงื่อนไขไว้ในวันสำคัญเหล่านั้น ......เจงๆนะ

     

     

    ปีหนึ่งๆ จะมีสักกี่วันที่คนทั่วไปถือเป็นวันพิเศษ สำหรับเค้า วันเกิดก็เป็นเพียงวันธรรมดาวันหนึ่งมานานแสนนาน จนวันหนึ่ง ที่เรารู้สึกดีกับวันเกิด นั่นก็คือครั้งแรกที่ได้ของขวัญจากเพื่อนสนิท แม้ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นลูกอม 3-4 เม็ด ห่อไว้ในหนังสือพิมพ์ทำเป็นรูปหัวใจอันใหญ่ มาให้กับเราวันเรียนพิเศษ นั่นนับเป็นครั้งแรกที่เราได้ของขวัญจากเพื่อน ยางลบดินสอเด็กๆ ที่มีกลิ่นหอมเป็นรูปตัวการ์ตูนตัวเล็กๆ ในช่วงนั้นทำให้เรารู้สึกว่า เพื่อนให้ความสำคัญกับคำว่าวันเกิดอย่างไร ตอนเด็กๆเราเคยเสียใจ ในวันเกิด เพราะทุกๆวันเกิดของเพื่อน จะมีเค้กมากินกันที่โรงเรียน แต่เราไม่มี เคยบอกแม่ว่าอยากกินเค้ก วันเกิดแม่ก็ซื้อให้เพราะคุงแม่รักคุงลูก แต่ไม่มีใครกิน คุงลูกนั่งกินอยู่คนเดียวที่โต๊ะกินข้าวทั้งน้ำตา

     

     

    อยากจะขอบคุง คุงปะป๊ากะคุงแม่ที่ร๊าก ที่ทำให้คุงลูกตัวดีเกิดมามีวันนี้ ภูมิใจสุดๆที่ได้เกิดมาเปงลูกคุงปะป๊ากะคุงแม่นะคร่าาา คุงลูกร๊ากกกกคุงปะป๊ากะคุงแม่และไอน้องตัวแสบที่สุดในโลกเลย ด๊วฟฟฟฟ !!

    ขอบคุง พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทุกคน ที่ไม่ลืมวันเกิดเค้า และขอบคุงสำหรับเพลงเบิร์ธเดย์ที่ร้องให้ Eแมว/txt message/ของขวัญ ด้วยนะจ๊ะ!! รู้นะว่ายังรักกันอยู่ ชิ๊มิ๊ ~ ~  อิอิ

    สำหรับเพื่อนๆใน camfrog ขอบใจพวกแกด้วยน้าาาา ที่ทำให้รู้ว่า Internet นอกจากช่วยแก้เหงา หาความรู้แล้ว มันยังหามิตรภาพดีๆจากพวกแกได้ด้วย รักพวกแกทุกคนเลยนะวุ้ยยย หุหุ !! กลับไปเมืองไทยเมื่อไหร่เจอกัน 55+  [ใครบอก camfrog ไม่ดีมีแต่โชว์ไม่จริงหรอก confirm]

     

     

    สำหรับผู้ชายคนนึงที่เป็นที่สุดของหัวใจ เค้าอยากบอกกะตะเองมากๆเลยนะว่า นอกจากคุงปะป๊าคุงแม่และไอน้องชายตัวแสบแล้ว เค้าอ่ะรักที่ร๊ากกกของเค้าที่สุดในโลกเลยน้าาา ขอบคุงความรู้สึกดีๆ ขอบคุงความรัก ความห่วงใย ที่ที่ร๊ากกกมีให้เค้าเสมอมาน้าคร่าาา จะรักที่ร๊ากกให้ดีที่สุดนะ เค้าสัญญา จุ๊ฟฟฟ อึ๊บบบ

     

     

    บะจ่างน้อย !!

     

     

    เมื่อ~~รักเรา~~...ไม่ใช่ที่หนึ่ง


    การไม่ได้เป็นที่ "หนึ่ง" ในใจคนที่เรารักนั้น
    ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าเศร้าเสมอไป
    การเป็นที่สอง ในใจเขานั้น ย่อมดีกว่าการเป็นที่สาม ที่สี่
    หรือถึงแม้ว่า . . . เราจะเป็นที่สุดท้าย
    แต่มันก็ยังดีกว่า การที่เราไม่ได้อยู่ในใจเขาคนนั้นเลยไม่ใช่หรือ

    จงยิ้มให้ความรัก และ รักต่อไปเถอะ
    แม้ว่า . . . รักนั้นอาจไม่ใช่ที่หนึ่ง
    จนกว่าที่เรา จะบอกกับตัวเองว่า . . .
    "เราทนอีกต่อไป ไม่ได้แล้ว
    เราเหนื่อยกับรัก ที่เป็นเช่นนี้เหลือเกิน"

    การรักใครสักคนนั้น . . .
    ง่ายกว่าการตัดใจ จากใครสักคนนัก
    การสบตา จากใครสักคนนั้น . . .
    ย่อมมีความสุข กว่าการหลบตาใครสักคน เป็นแน่แท้
    จะมีสักกี่คน ที่สามารถทำให้เรายิ้มได้ . . .
    . . . อย่างสุดหัวใจ และเศร้าได้อย่างสุดหัวใจ

    อย่า . . . โทษเขา ที่ไม่ได้รักเรา
    อย่า . . . โทษพรหมลิขิตที่ทำให้เราเจอกัน แต่ไม่ได้ทำให้เรารักกัน
    อย่า . . . โทษหัวใจตัวเองที่ไปรักเขา
    อย่า . . . โทษกาลเวลาที่ทำให้เราเจอกันช้าไป
    จงมีความสุข และยิ้มให้กับสิ่งต่าง ๆ เถอะ

    ยิ้มให้กับคนที่เขาไม่รักเรา . . .
    เพราะอย่างน้อยเขาก็คือ คนที่ได้รับความรักจากเรา

    ยิ้มให้กับพรหมลิขิต ที่ทำให้เราเจอกันถึงแม้เราจะไม่ได้รักกัน . . .
    เพราะอย่างน้อยพรมลิขิต ก็ยังได้ทำให้เราได้รู้จักกัน

    ยิ้มให้กับหัวใจตัวเอง ที่ไปรักเขา  . . .
    เพราะอย่างน้อยหัวใจของเรา ก็ยังได้เรียนรู้กับความรัก

    ยิ้มให้กับกาลเวลา ที่ทำให้เราเจอกันช้าไป . . .
    เพราะอย่างน้อย ก็ยังทำให้เราได้เจอกัน

    เราควรดีใจไม่ใช่หรือ ที่อย่างน้อยเรายังยิ้มให้กับคนที่เรารักได้


     

    sEcRet n lOvE !!


    ความลับ. . .ได้ยินว่ามักเป็นสีดำ
    ความรัก. . .จำได้ว่ามักเป็นสีชมพู

    ความลับ. . .ต้องกระซิบข้างๆหู
    ความรัก. . .อาจรับรู้ด้วยหัวใจ

    ความลับ. ..ต้องมีการวางแผน
    ความรัก. . .จะกี่หมื่นแสนก็ยังยิ่งใหญ่

    ความลับ. . .ถ้าบอกจะไม่ลับอีกต่อไป
    ความรัก. . .ได้ฟังเมื่อไหร่ก็ยังคงงดงาม

    ความลับ. . .ฟังแล้วอาจสงสัย
    ความรัก. . .มักไม่มีคำบรรยายหรือคำถาม

    ความลับ. . .ต้องเก็บให้ดีนี่คือนิยาม
    ความรัก. . .อาจไม่ต้องมีคำจำกัดความมาปะปน

    ความลับ. . .จะไม่บอกให้ใครรู้
    ความรัก. . .แค่ให้ได้ฟังอยู่ก็สุขล้น

    ความลับ. . .เข้าไปมากจะวกวน
    ความรัก. . .แค่อยู่ในใจสักคนก็เพียงพอ


    คุณเห็น "ความรัก" เป็นวงกลม หรือเปล่า!?


    ถ้าคุณมองเห็น ความรักเป็นวงกลม . . .
    หมุนให้รอบ แล้วจะเข้าใจรักแท้

    ความรักทำให้คนตาบอด หลายคนพูดกันเยอะ . . .
    อาจเป็นเพราะ ความรักในช่วงแรกมีแต่ความหวานชื่น
    อะไรๆ เลยดูดีไปหมด  . . .
    ไม่มีอะไรที่ทำให้คนสองคน ไม่พอใจซึ่งกันและกัน

    เพราะความรัก . . .
    มันสามารถกลบล่องรอย ความขัดแย้งได้อย่างสนิทใจ
    แต่เธอรู้มั้ยว่า นั่นอาจเป็นกลอุบายของความรัก
    ที่ปกปิดเบื้องหลังของมันไว้. . .
    ไม่ให้เราได้รับรู้ ให้เห็นเพียงด้านเดียว
    เผลอๆ เราก็ตกหลุมพลางของความรักเข้าให้แล้ว
    . . . จนยากจะถอนตัว

    และเมื่อถึงวันที่ความรัก . . . ค่อยๆ หันข้างให้เรา
    หรือหันหลังให้ เราจะค่อยๆ ค้นพบความรักในอีกแง่มุมหนึ่ง
    ซึ่งเราไม่เคยเห็นมาก่อน มันจะมาพร้อมความเจ็บปวด
     และก่อเกิดนิยามของคำว่า "รักนักมักมีทุกข์"

    ในความเป็นจริง . . . 360 องศา ของความรัก
    ก็เหมือนชีวิตมนุษย์เราหนึ่งคน ที่มีทั้งด้านบวกและด้านลบ
    ผสมกลมกลืนกันไป ในสัดส่วนที่ต่างกัน
    อยู่ที่ว่าคนสองคน จะหมุนมันไปในทิศทางเดียวกันหรือเปล่า

    หากต่างคน ต่างแย่งกันหมุน . . .
    ความรักก็มักจะทำให้ คนสองคนเวียนหัว
    แย่งกันหมุน ไปคนละทิศคนละทาง
    และวันหนึ่งความรัก ก็ต้องล้มครืนลงมา

    แต่หากทั้งสองคน จัดสรรเวลา
    แบ่งกันผลักแบ่งกันรับ และหมุนความรักไปในทางเดียวกัน
    คนสองคนก็จะเห็นความรักในทุกๆ ด้าน
    และความรักอันนั้น ก็จะเป็นความรักที่สองคนนี้เท่านั้น . . .
    . . . ที่จะดูแลมันได้เข้าขากันที่สุด



    ไม่แปลกอะไรเลย . . .
    ถ้าเราจะพบกับความเจ็บปวดของความรัก
    อยู่ที่ว่า . . . เราจะทอดทิ้งมัน
    หรือมองความรัก ในทุกๆ องศา หรือเปล่า?

    ข้อคิดดีดี!!

    ความรู้มากๆๆ บางทีเหมือนกำแพงอิฐที่เรียงตัวสูง ความรู้สูง กำแพงสูงความรู้รอบด้าน ก็เหมือนกำแพงสูงรอบตัวบางครั้งมันอาจทำให้มองออกไปไม่เห็น อะไร นอกจากอิฐที่ตนเองก่อขึ้นมา...
    กลิ่นของความรัก ก็เช่นเดียวกับห้องน้ำ เข้าไปแรกๆๆจะรู้สึกว่าได้กลิ่นอยู่ในนั้นนานๆๆ ไปจะเคยชิน จนลืมว่ามีกลิ่นนั้นอยู่จนกว่าจะออกมาจากบริเวณนั้น และกลับเข้าไปใหม่
    ถ้าเรารักใครซักคนเราควรเปิดโอกาสให้เค้าได้ทำผิดหลายๆๆครั้งเพระาเราเองก็ต้องการโอกาสอย่างนั้นเช่น~~
    อย่าบอกเลยว่าเป็นคนดี ความหยิ่งยโส ก็มีอยู่ในคนถ่อมตัว ^^
    ครูที่สอนนักเรียน ก็มีความโง่ ซ่อนอยู่ /..\
    ความขลาดกลัว ก็มีอยู่ในนักมวยแชมป์โลก  Q('o')
    ความเบื่อหน่าย ก็มีอยู่ในพนักงานที่ต้อนรับที่กระตือ รือร้น -_-
    ความเห็นแก่ตัว ก็มีอยู่ภายในใจของนักสังคมสงเคราะห์ มันอยู่คู่กัน รอวันปรากฏตัวออกมา *_*
    ถ้าสันดานห่วยๆๆ มันเป็นกระดาษ เรามีแค่หินทับกระดาษคนละก้อนลมกิเลสพัดมาก็ขึ้นกับว่าหินใครก้อนใหญ่พอที่ทับมันไว้ ไม่ให้ปลิวเพ่นพ่านเท่านั้นเอง ... (-0-)
     

    ทำไม? ต้องสวมแหวนแต่งงานที่ “นิ้วนาง”

    ทำไม... ต้องสวมแหวน แต่งงานที่ “นิ้วนาง” ด้วย
    ไม่ใช่แค่เพราะเราเรียกมันว่า ring finger แน่ๆ
    มันต้องมีความหมายมากกว่านั้น

    ทดลองพิสูจน์ความมหัศจรรย์ด้วยตัวเอง
    ลองแบมือ 2 ข้าง ประกบเข้าหากัน (พนมมือ)
    แล้วงอนิ้วกลางลงข้างใน เอาหลังนิ้วกลาง ทั้ง 2 ข้างมาชนกัน
    ทีนี้... นิ้วที่เหลือ ก็คือ โป้ง/ ชี้/ นาง/ ก้อย ให้เอาปลายนิ้วมาชนกัน

    ลองปล่อยนิ้วที่เอาปลายชนกัน ให้ออกจากกัน ทีละนิ้ว
    โดยที่ “นิ้วกลาง” ยังคงงอแตะกันอยู่
    จะพบว่า... นิ้วชี้ ก็ปล่อยจากกันได้
    นิ้วโป้ง ก็ปล่อยจากกันได้
    นิ้วก้อย ก็ปล่อยจากกันได้ อย่างสบายๆ

    แต่... “นิ้วนาง” กลับปล่อยออกจากกันไม่ได้

    นั่นเป็นเพราะ…

    นิ้วกลาง แทน ตัวเราเอง
    นิ้วโป้ง แทน พ่อแม่ ซึ่งวันหนึ่งท่านก็ต้องจากเราไป
    นิ้วชี้ แทน พี่น้อง ซึ่งเขาก็ต้องไปมีชีวิตของเขาเอง
    นิ้วก้อย แทน ลูก พอโตขึ้น ลูกก็ต้องไปมีชีวิตของตัวเอง มีสังคม, ครอบครัว ของตัวเอง
    นิ้วนาง แทน "คู่ชีวิต"
    ...ทีนี้ก็เหลือแค่ "คู่ชีวิต" แล้วล่ะ ที่จะอยู่กับเราไปจนแก่


    ความรัก...คือ...เหตุผลหรือความรู้สึก

               ความรักคือ...เหตุผล

              ผู้ชายส่วนมากมักจะบอกว่า...ความรักคือเหตุผล

             
    “ถ้าถามว่าทำไมผมถึงรักเธอ คงเป็นเพราะเธอน่ารักมากในสายตาผม
              เธอเป็นคนดี เพียบพร้อมไปทุกอย่าง เหมาะที่จะมาเป็นแม่ของลูกผม”
              การที่ผู้ชายจะรักผู้หญิงซักคนนึง มักจะมีเหตุผลนานาประการ
              ที่มาบอกว่าเขารักเธอเพราะอะไร เพราะเธอเป็นคนดี เพราะเธอน่ารัก
              เพราะเธอเข้ากับเขาได้ เพราะ...ฯลฯ นี่แหละเหตุผล

               ความรักคือ...ความรู้สึก

              ผู้หญิงส่วนมากมักจะบอกว่า...ความรักคือความรู้สึก

             
    “อย่าถามเหตุผลว่าทำไมฉันถึงรักเธอ ฉันไม่สามารถบอกถึงเหตุผลได้
              เพราะมันไม่มีเหตุผล ฉันรักเธอด้วยความรู้สึกว่ารัก
              รักเธอด้วยความรู้สึก...ถ้าไม่ใช่เธอ..ฉันคงไม่มีความรู้สึกนี้”
              การที่ผู้หญิงจะรักผู้ชายซักคนหนึ่ง มักไม่ค่อยมีเหตุผลให้คุณหรอกนะ
              เธออาจจะอ้ำอึ้งเมื่อคุณถาม ไม่ใช่เพราะเธอไม่รัก
              แต่มันหาเหตุผลมาบรรยายไม่ได้ต่างหาก
              มันคือความรู้สึกที่อยู่ในใจ มันเป็นเรื่องของความรู้สึก นี่แหละความรู้สึก.... 

    1 + 1 อาจจะยัง คงเท่ากับ 1 แต่ความโดดเดี่ยวนั้นหายไป

    เราอาจจะหาความหมายของทุกสิ่งมาตลอดชีวิต
    ...
    แล้ววันหนึ่งเราก็พบว่า

    เพียงแค่มีบางสิ่ง ชีวิตก็มีความหมายแล้ว...

    มนุษย์เกิดขึ้นมาท่ามกลางความโดดเดี่ยว
    พร้อมด้วยหัวใจคนละ 1 ดวง

    เมื่อมนุษย์ 2 คนมาพบกัน เราจึงเรียนรู้ว่า
    1 + 1
    อาจจะยัง คงเท่ากับ 1
    แต่ความโดดเดี่ยวนั้นหายไป

    ที่เล็กๆ ขนาดไม่ใหญ่โตไปกว่ากำปั้น
    ทำให้เราอยู่ด้วยกันบนโลกใบนี้
    อวัยวะที่สะกดด้วยอักษรง่ายๆ
    ใช้แทนคำว่า "รัก" ได้เป็นอย่างดี
    นั่นก็คือ หัวใจ
    ที่ๆ เมื่อมีใครสักคนอยู่ในนั้น
    หัวใจจะเต้นด้วยจังหวะของความสุข

    เราอาจจะหาความหมายของทุกสิ่งมาตลอดชีวิต
    ...
    แล้ววันหนึ่งเราก็พบว่า
    เพียงแค่มี รักชีวิตก็มีความหมายแล้ว...

    When You Divorce Me , Carry Me Out in Your Arms


     
     
          On my wedding day, I carried my wife in my
     arms. The bridal car stopped in
          front of our one-room flat. My buddies insisted
     that I carry her out of the
          car in my arms. So I carried her into our home.
     She was then plump and shy.
          I was a strong and happy bridegroom.
          This was the scene ten years ago.
         The following days were as simple as a cup of
     pure water: we had a kid; I
          went into business and tried to make more
     money. When the assets were
          steadily increasing, the affection between us
    seemed to ebb. She was a
          civil servant. Every morning we left home
     together and got home almost at
          the same time. Our kid was studying in a
     boarding school.
          Our marriage life seemed to be enviably happy.
     But the calm life was more
          likely to be affected by unpredictable changes.
          
          Dew came into my life.
          It was a sunny day. I stood on a spacious
     balcony. Dew hugged me from
          behind. My heart once again was immersed in her
     stream of love. This was
          the apartment I bought for her.
          Dew said, you are the kind of man who best
     draws girls' eyeballs. Her words
     
          suddenly reminded me of my wife. When we were
     just married, my wife said,
          Men like you, once successful, will be very
     attractive to girls.
          Thinking of this, I became somewhat hesitant. I
     knew I had betrayed my
          wife. But I couldn't help doing so.
          I moved Dew's hands aside and said you go to
     select some furniture, O.K.?
          I've got something to do in the company.
     Obviously she was unhappy, because
          I had promised to do it together with her. At
     the moment, the idea of
          divorce became clearer in my mind although it
     used to be something
          impossible to me.
          However, I found it rather difficult to tell my
     wife about it. No matter
          how mildly I mentioned it to her, she would be
     deeply hurt.
          Honestly, she was a good wife. Every evening
     she was busy preparing dinner.
          I was sitting in front of the TV. The dinner
     was ready soon. Then we
          watched TV together. Or, I was lounging before
     the computer, visualizing
         Dew's body. This was the means of my
     entertainment.
          One day I said to her in a slightly joking way,
     suppose we divorce, what
          will you do? She stared at me for a few seconds
     without a word. Apparently
          she believed that divorce was something too far
     away from her. I couldn't>      imagine how she would react once she got to
     know I was serious.
          When my wife went to my office, Dew had just
     stepped out. Almost all the
          staff looked at my wife with a sympathetic eye> and tried to hide something
          while talking to her. She seemed to have got
     some hint. She gently smiled
          at my subordinates. But I read some hurt in her
     eyes.
          
          Once again, Dew said to me, He Ning, divorce
     her, O.K.? Then we live
          together. I nodded. I knew I could not hesitate
     any more.
          When my wife served the last dish, I held her
     hand. I've got something to
          tell you, I said. She sat down and ate quietly.
     Again I observed the hurt
          in her eyes. Suddenly I didn't know how to open
     my mouth. But I had to let
          her know what I was thinking. I want a divorce.
     I raised the serious topic
          calmly.
          She didn't seem to be annoyed by my words,
     instead she asked me softly,
          why? I'm serious. I avoided her question. This
     so-called answer made her
          angry. She threw away the chopsticks and
     shouted at me, you are not a man!
          That night, we didn't talk to each other. She
     was weeping. I knew she
         wanted to find out what had happened to our
     marriage. But I could hardly
          give her a satisfactory answer, because my
     heart had gone to Dew.
          With a deep sense of guilt, I drafted a divorce
     agreement which stated that
          she could own our house, our car, and 30% stake
     of my company. She glanced
          at it and then tore it into pieces. I felt a
     pain in my heart. The woman
          who had been living ten years with me would
     become a stranger one day. But
          I could not take back what I had said.      Finally she cried loudly in front of me, which
     was what I had expected to
          see. To me her cry was actually a kind of
     release. The idea of divorce
          which had obsessed me for several weeks seemed
     to be firmer and clearer.
          Late that night, I came back home after
     entertaining my clients. I saw her
          writing something at the table. I fall asleep
     fast. When I woke up, I found
          she was still there. I turned over and was
     asleep again.
          She brought up her divorce conditions: she
     didn't want anything from me,
          but I was supposed to give her one month s time
     before divorce, and in the
          month's time we must live as normal a life as
     possible. Her reason was
          simple: our son would finish his summer vacation a month later and she
          didn't want him to see our marriage was broken.
          She passed me the agreement she drafted, and
     then asked me, He Ning, do you
     
          still remember how I entered our bridal room on
     the wedding day? This
          question suddenly brought back all those
     wonderful memories to me. I nodded
          and said, I remember. You carried me in your
     arms, she continued, so, I
          have a requirement, that is, you carry me out
     in your arms on the day when
          we divorce. From now to the end of this month,
     you must carry me out from
          the bedroom to the door every morning.
          I accepted with a smile. I knew she missed
     those sweet days and wished to
          end her marriage romantically.
          I told Dew about my wife s divorce conditions.She laughed loudly and
         thought it was absurd. No matter what tricks
     she does, she has to face the
          result of divorce, she said scornfully. Her
     words more or less made me feel
          
          uncomfortable.
          My wife and I hadn't had any body contact since
     my divorce intention was
          explicitly expressed. We even treated each
     other as a stranger. So when I
          carried her out on the first day, we both
     appeared clumsy. Our son clapped
          behind us, daddy is holding mummy in his arms.
     His words brought me a sense
          of pain. From the bedroom to the sitting room,
     then to the door, I walked
          over ten meters with her in my arms. She closed
     her eyes and said softly,
          Let us start from today, don't tell our son. I
     nodded, feeling somewhat
          upset. I put her down outside the door. She
     went to wait for a bus, I drove
          to the office.
     
          On the second day, both of us acted much more
     easily. She leaned on my
          chest. We were so close that I could smell the
     fragrance of her blouse. I
          realized that I hadn't looked at this intimate
     woman carefully for a long
          time. I found she was not young any more. There
     were some fine wrinkles on
          her face.
          On the third day, she whispered to me, the
     outside garden is being
          demolished. Be careful when you pass there.
          On the fourth day, when I lifted her up, I
     seemed to feel that we were
          still an intimate couple and I was holding my
     sweetheart in my arms. The
          visualization of Dew became vague.
          On the fifth and sixth day, she kept reminding
     me something, such as, where
          she put the ironed shirts, I should be careful
     while cooking, etc. I
          nodded. The sense of intimacy was even
     stronger. I didn't tell Dew about
          this.
          I felt it was easier to carry her. Perhaps the
     everyday workout made me
          stronger. I said to her, It seems not difficult
     to carry you now. She was
          picking her dresses. I was waiting to carry her
     out. She tried quite a few
          but could not find a suitable one. Then she
     sighed, all my dresses have
          grown bigger. I smiled. But I suddenly realized
     that it was because she was
          thinner that I could carry her more easily, not
     because I was stronger. I
          knew she had buried all the bitterness in her
     heart. Again, I felt a sense
          of pain. Subconsciously I reached out a hand to
     touch her head.
          Our son came in at the moment. Dad, it's time
     to carry mum out. He said. To
     
          him, seeing his father carrying his mother out
     had been an essential part
          of his life. She gestured our son to come
     closer and hugged him tightly. I
          turned my face because I was afraid I would
     change my mind at the last
          minute. I held her in my arms, walking from the
     bedroom, through the
          sitting room, to the hallway. Her hand
     surrounded my neck softly and
          naturally. I held her body tightly, as if we
     came back to our wedding day.
          But her much lighter weight made me sad.
          On the last day, when I held her in my arms I
     could hardly move a step. Our
          son had gone to school. She said, actually I
     hope you will hold me in your
          arms until we are old.
          I held her tightly and said, both you and I
     didn't notice that our life
          lacked intimacy.
          I jumped out of the car swiftly without locking
     the door. I was afraid any
          delay would make me change my decision. I
     walked upstairs. Dew opened the
          door. I said to her, Sorry, Dew, I won't
     divorce. I'm serious.
          She looked at me, astonished. The she touched
     my forehead. You got no
          fever. She said. I moved her hand off my head.
     Sorry, Dew, I said, I can
          only say sorry to you, I won't divorce. My
     marriage life was boring
          probably because she and I didn't value the
     details of life, not because we
          didn't love each other any more. Now I
     understand that since I carried her
          into the home, she gave birth to our child, I
     am supposed to hold her until
          
          I am old. So I have to say sorry to you.
          Dew seemed to suddenly wake up. She gave me a
     loud slap and then slammed
          the door and burst into tears. I walked
     downstairs and drove to the office.
          When I passed the floral shop on the way, I
     ordered a bouquet for my wife
          which was her favorite. The salesgirl asked me
     what to write on the card. I      smiled and wrote, I'll carry you out every
     morning until we are old.